Tag: อ่านงบการเงิน

ROA Ratio คืออะไร ROA สูงดีจริงเหรอ?

ROA Ratio คือ อัตราส่วนที่บอกได้ว่าบริษัทสามารถบริหารจัดการทรัพย์สินว่าสามารถสร้างผลกำไรได้เท่าไหร่ เช่น เรามีรกระบะ 1 คัน ผู้บริหารต้องสร้างผลกำไรจากรถกระบะคันนี้ ถ้านำรถไปปล่อยเช่ารายวันจะได้ 1,000-2,000 บาทต่อวัน แต่ถ้านำไปดัดแปลงและนำไปขายของอาจจะได้ 9,000- 10,000 บาท ต่อวันแสดงว่าถ้าผู้บริหารนำรถไปดัดแปลงเพื่อขายของจะทำให้ ROA เยอะกว่า ROA เยอะไปใช่ว่าจะดี การที่ ROA เยอะนั้นจะส่งผลให้ความน่าดึงดูดของการเข้ามาของคู่แข่งเยอะขึ้น เพราะจะเห็นเราสามารถทำผลกำไรจากการลงทุนได้มากๆ สังเกตุได้จากร้านกาแฟ เอาจริงๆร้านกาแฟเป็นร้านที่สามารถทำกำไรได้สูงมาก และลงทุนน้อย ทำให้มีแต่คนอยากเปิดร้านกาแฟ นั่นคือสิ่งที่น่ากังวลสำหรับบริษัทที่ ROA สูงๆ ROA ระดับไหนถึงจะดี ROA จะเทียบกันในระหว่างธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพราะธุรกิจแต่ล่ะประเภทมีการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนต่างกัน เราไม่สามารถนำธนาคารมาเทียบกับค้าปลีกได้ เพราะธนาคารมีทรัพย์สินอย่างลูกหนี้เยอะมาก แตกต่างจากค้าปลีกอาจจะไม่ต้องซื้อที่ด้วยซ้ำ สามารถเช่าแทนเพื่อเปิดสาขาได้ อ่านบทความอื่นเกี่ยวกับการอ่านงบการเงินที่นี่ คลิกเลย!!!! อ่านบทความเกี่ยวกับหุ้น

สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้หรือสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตัน คืออะไร

สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้หรือสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตัน คือ สินทรัพย์บริษัทที่มีมูลค่าแต่ไม่สามารถจับต้องได้ตามตัวเลย เช่น ลิขสิทธิ์ ซอฟแวร์ สิทธิบัตร แต่จริงๆแล้วมูลค่าบางอย่างก็ตีเป็นเงินยากเช่น มูลค่าของเครื่องหมายการค้า 7-11 เอาเข้าจริงๆตีมูลค่ายากมากเพราะเราสามารถหารายได้จาก เครื่องหมายนี้เป็นหลายล้านๆ แต่เราไม่สามารถบันทึกบัญชีได้ขนาดนั้น พยายามมองหาบริษัทที่มีมูลค่าพวกสินค้าที่มีฐานลูกค้า หรือ Brand Royalty มากๆ อะไรพวกนี้มากๆ เราอาจได้สินทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำกว่าตลาดมากๆก็ได้

ค่าความนิยม (Good will)คืออะไร

ค่าความนิยม (Good Will) หมายถึง ส่วนเกินมูลค่าบริษัทที่บริษัทเราไปซื้อมา เช่น บริษัท A ไปซื้อบริษัท B เป็นเงิน 20 ล้านบาท แต่บริษัท B มีมูลค่า 15 ล้านบาท ทำให้บริษัท A ต้องบันทึกค่าความนิยมลงไป 5 ล้านบา ซึ่งเป็นสินทรัพย์ของบริษัท เพราะเอาจริงๆมูลค่าบางอย่างวัดเป็นตัวเงินไม่ได้ เช่น ร้านขายไก่ทอดเหมือนกัน ทำเลติดกัน ร้านแรกขายไก่ทอดไม่มีชื่ออะไร อีกร้านเป็นร้าน KFC คำถามคือร้านไหนมีมูลค่าเยอะกว่า? แน่นอน ร้าน KFC ต้องมีมูลค่าเยอะกว่า แต่ถ้าเราดูมูลค่าทางบัญชีแล้วมีมูลค่าเท่ากัน ทำให้ต้องมีค่าความนิยม หรือ Goodwill ซึ่งค่าความนิยมหรือ Goodwill มองเป็นสินทรัพย์บริษัท ซึ่งเราก็ต้องไปดูว่ามันสมเหตุสมผลรึเปล่าถ้าค่าความนิยม หรือGood will ไม่สมเหตุสมผล แสดงว่าเราซื้อกิจการที่มีมูลค่าแพงเข้าบริษัท

ค่าใช้จ่ายล่วงหน้าคืออะไร

ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า คือ ค่าใช้จ่ายที่เราจ่ายไปแล้วแต่เรายังไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลย เช่น เราจ่ายค่าโฆษณาไปแล้วแต่ว่าโฆษณาจะออกเดือนหน้า เราจ่ายค่าจ้างเขียนแบบไปแล้วแต่แบบเสร็จอีก2เดือน เป็นต้น สำหรับค่าใช้จ่ายล่วงหน้านั้นจะเป็นสินทรัพย์ของบริษัท ถึงแม้ว่าเราจะมีสินทรัพย์นี้แต่พอถึงเวลาที่เราได้ประโยชน์สินทรัพย์ตรงนี้ก็จะหายไป

ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์คืออะไร?

ทีดินอาคารและอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ขนาดใหญ่ที่ใช้ได้นาน เช่น โรงงาน ที่ดิน ยาพาหนะ โกดัง จริงๆแล้วมูลค่าที่ดินอาคารและอุปกรณ์จะลดลงเรื่อยๆ ถ้าไม่มีการทำอะไรกับมันเพราะ ปกติสินทรัพย์ต่างๆจะมีการผุพังเป็นธรรมดา ทำให้ต้องมีค่าเสื่อม แต่ก็มีข้อยกเว้นคือที่ดินที่ไม่มีค่าเสื่อม แต่อาจจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามราคาตลาด การเพิ่มขึ้นของที่ดิน อาคารและอุปกรณ์สามารถบอกได้อีกอย่างว่ามีการขยายโรงงานเพิ่มขึ้น อาจต่อส่งผลต่อยอดขายในอนาคต

ด้อยค่าสินค้าคงเหลือ (Stock Loss) คืออะไร

ด้อยค่าสินค้าคงเหลือ (Stock Loss) คือ รายจ่ายของบริษัทเนื่องจากราคาตลาดของสินค้าของเรามีมูลค่าลดลง เพราะราคาตลาด ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัท โภคภัณฑ์ เชน สมมุติ บริษัทตอนนี้มีน้ำมันอยู่ เดือนตุลาคม ที่ 100,000 บาร์เรล ราคา 50 เหรียญต่อบาร์เรล ทำให้เรามีน้ำมันมูลค่า 5,000,000 เหรียญ ต่อมาราคาน้ำมันลดลงเหลือ 40 ทำให้มูลค่าน้ำมันเราเหลือ 100,000 x 40 = 4,000,000 เหรียญ ทำให้เกิดการขาดทุนด้อยค่าสินค้าคงเหลือ(stock Loss) 5,000,000 – 4,000,000 = 1,000.000 เหรียญ

เงินลงทุนชั่วคราวคืออะไร

สำหรับเงินลงทุนชั่วคราว ก็คือ เงินสดของบริษัทที่นำไปลงทุนระยะสั้นโดยปกติแล้วถ้าทิ้งไว้เฉยๆก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร เราเลยนำเงินตรงนั้นมาลงทุนดีกว่า เช่น การลงทุนในตั๋วเงินคลัง เพื่อที่จะได้ดอกเบี้ยมากกว่าการปล่อยเงินสดไว้กับธนาคาร

สินค้าคงเหลือ สิ่งที่ต้องใส่ใจในการลงทุน

สินค้าคงเหลือ คือ วัตถุดิบในการผลิต สินค้าที่ผลิตออกมาจากกระบวนการผลิต เป็นส่วนสำคัญอย่างมากเพราะถ้าไม่มีวัตถุดิบก็จะผลิตสินค้าไม่ได้ และถ้าไม่มีสินค้าก็จะไม่มีรายได้ ถ้าบริษัทจะเติบโตสินค้าคงเหลือต้องเพิ่ม บริษัทที่จะเติบโตได้นั้น บริษัทจะต้องมีการสต๊อกของมากยิ่งขึ้นเพื่อเตรียมสินค้าไปขาย บริษัทจะต้องเตรียมการสต๊อกสินค้าเพราะถ้าสินค้าไม่เพียงพอต่อยอดขายอาจจะเป็นปัญหาทำให้เป็นช่องว่างให้คู่แข่งมาแย่งส่วนแบ่งการตลาดได้ สินค้าคงเหลือสะท้อนถึงแนวโน้มอนาคตบริษัท สินค้าคงเหลือสะท้อนอนาคต บริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังจะตาย เช่นพวก กล้องฟิล์ม นั้นก่อนที่บริษัทจะล้มละลายนั้นมักจะมีการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงเหลืออย่างมากเพราะขายสินค้าไม่ได้ ดังนั้นสินค้าคงเหลือเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องใส่ใจความสัมพันธ์รายได้กับสินค้าคงเหลือ การที่บริษัทมีรายได้นั้นต้องมีการสินค้าคงเหลือเพื่อที่จะไปขาย ยิ่งยอดขายมากเท่าไหร่บริษัทก็ยิ่งต้องมีสินค้าคงเหลือเพื่อที่จะนำไปขายมาก ปัญหาก็คือในบางบริษัทยอดขายเพิ่มแต่สินค้าเพิ่มเยอะกว่า แสดงว่าบริษัทมีปัญหากับการจัดการระบายสินค้าคงเหลือ ถ้าปัญหานี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจะส่งผลแย่ต่อบริษัท ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับสินค้าคงเหลือต้องไปในทางทิศทางเดียวกัน จะเห็นว่าสินค้าคงเหลือเองก็สามารถบอกอะไรเราได้มากเลยเกี่ยวกับบริษัท ยังไงผู้อ่านก็ลองดูนะครับว่าบริษัทที่เราถือหุ้นอยู่นั้นสินค้าคงเหลือเป็นอย่างไรบ้าง

EPS: กำไรต่อหุ้น คืออะไร? เพื่ออะไร?

EPS ย่อมาจากคำว่า Earnings per share แปลตรงตัวว่ากำไรต่อหุ้น คือการนำกำไรสุทธิมาหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด หา EPS: กำไรต่อหุ้น เพื่ออะไร? การหา EPS: กำไรต่อหุ้น เพราะว่า การที่เราถือหุ้นบริษัทนั้น เราก็เป็นในฐานะผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของบริษัท ประเด็นก็คือว่าการที่เราถือหุ้นนั้นเราได้กำไรในส่วนของเรานะกี่บาท บางบริษัทสามารถหากำไรได้เยอะมากหลายแสนล้าน แต่พอหารกับจำนวนหุ้นทั้งหมดก็ถือว่าน้อย ดังนั้นเราในฐานะผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งต้องรู้ว่ากำไรของเราเป็นกี่บาทนั่นเอง ยกตัวอย่าง บริษัท กำไรสุทธิ 1,000,000 บาท มีจำนวนหุ้นทั้งหมด 100,000 หุ้น EPS = 10 บาทต่อหุ้น EPS ตัวเลขเดียวไม่สามารถจะดูอะไรได้มาก เราสามารถนำตัวเลขนี้ไปใช้ในการดูว่าหุ้นถูกหรือแพงได้ โดยใช้ค่า PE อ่านบทความ: ดูว่าหุ้นราคาถูกหรือแพงด้วย PE

ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย(Depreciation &Amortization):ค่าใช้จ่ายที่ไม่ต้องจ่ายเงิน

ค่าเสื่อม(Depreciation) คือค่าอะไร? เวลาซื้อสินทรัพย์ต่างๆเช่นตึก มักมีการสึกกร่อนเสมอ ทำให้มูลค่าของตึกลดลงเรื่อยๆ การลดลงอย่างนี้ในทางบัญชีแล้วก็คือค่าใช้จ่ายนั่นเอง ทำให้บริษัทต้องบันทึกว่าบริษัทมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าเสื่อมซึ่งสะท้อนการลดลงของมูลค่าทรัพย์สินของบริษัท แต่ก็ไม่ได้จ่ายเป็นเงินไปจริงๆ ค่าตัดจำหน่าย(Amortization)คืออะไร? ค่าตัดจำหน่าย(Amortization)มีลักษณะเสมือนกับค่าเสื่อม แตกต่างตรงที่ค่าตัดจำหน่ายเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีตัวตน เช่น อายุสัมปทาน สมมติเราได้ สัมปทานในการขุดเหมืองที่ 20 ปี ยิ่งเวลาผ่านไปมูลค่าสัญญายิ่งลดลงตามจำนวนปีที่เหลือในสัญญา ทำให้ต้องตัดเป็นค่าใช้จ่าย ข้อดีค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย(Depreciation &Amortization): สำหรับข้อดีของค่าเสื่อม (Depreciation)และค่าตัดจำหน่าย(Amortization) คือ ทำให้การจ่ายภาษีลดลง เนื่องจากค่าเสื่อม (Depreciation)และค่าตัดจำหน่าย(Amortization)เป็นค่าใช้จ่าย เลยทำให้กำไรลดลงและส่งผลให้ภาษีลดลงไปด้วยเพราะ ภาษีคิดจากกำไรสุทธิของบริษัทนั่นเอง ความเห็นที่แตกต่างเกี่ยวกับค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย(Depreciation &Amortization): ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย(Depreciation &Amortization)และค่าตัดจำหน่ายนั้นหลายๆคนมองว่าไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่แท้จริงทำให้นำค่าใช้จ่ายนี้นำกลับมาคำนวณเป็นกำไร แต่อีกมุมมองหนึ่งมองว่าถึงแม้จะไม่ได้จ่ายเป็นเงินสดโดยตรงสำหรับค่าใช้จ่ายแต่ก็เป็นเงินที่ต้องสำรองไว้เพราะในวันข้างหน้า ค่าสัมปทานที่ต้องต่อสัญญาใหม่ ค่าตึกที่ต้องซ่อมแซมหรือสร้างใหม่ ทำให้เราต้องบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายไว้ในการเตรียมเงินสำหรับการลงทุนในอนาคต ไม่มีผิดไม่มีถูกครับแล้วแต่มุมมองครับสำหรับเรื่องนี้ เพื่อนๆลองชั่งใจดูครับว่าเราควรนำค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย(Depreciation &Amortization)นำกลับมาคำนวณเป็นกำไรรึเปล่า อ่านบทความอื่นเกี่ยวกับการอ่านงบการเงินที่นี่

error: Content is protected !!