Tag: งบการเงิน

EPS: กำไรต่อหุ้น คืออะไร? เพื่ออะไร?

EPS ย่อมาจากคำว่า Earnings per share แปลตรงตัวว่ากำไรต่อหุ้น คือการนำกำไรสุทธิมาหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด หา EPS: กำไรต่อหุ้น เพื่ออะไร? การหา EPS: กำไรต่อหุ้น เพราะว่า การที่เราถือหุ้นบริษัทนั้น เราก็เป็นในฐานะผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของบริษัท ประเด็นก็คือว่าการที่เราถือหุ้นนั้นเราได้กำไรในส่วนของเรานะกี่บาท บางบริษัทสามารถหากำไรได้เยอะมากหลายแสนล้าน แต่พอหารกับจำนวนหุ้นทั้งหมดก็ถือว่าน้อย ดังนั้นเราในฐานะผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งต้องรู้ว่ากำไรของเราเป็นกี่บาทนั่นเอง ยกตัวอย่าง บริษัท กำไรสุทธิ 1,000,000 บาท มีจำนวนหุ้นทั้งหมด 100,000 หุ้น EPS = 10 บาทต่อหุ้น EPS ตัวเลขเดียวไม่สามารถจะดูอะไรได้มาก เราสามารถนำตัวเลขนี้ไปใช้ในการดูว่าหุ้นถูกหรือแพงได้ โดยใช้ค่า PE อ่านบทความ: ดูว่าหุ้นราคาถูกหรือแพงด้วย PE

ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย(Depreciation &Amortization):ค่าใช้จ่ายที่ไม่ต้องจ่ายเงิน

ค่าเสื่อม(Depreciation) คือค่าอะไร? เวลาซื้อสินทรัพย์ต่างๆเช่นตึก มักมีการสึกกร่อนเสมอ ทำให้มูลค่าของตึกลดลงเรื่อยๆ การลดลงอย่างนี้ในทางบัญชีแล้วก็คือค่าใช้จ่ายนั่นเอง ทำให้บริษัทต้องบันทึกว่าบริษัทมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าเสื่อมซึ่งสะท้อนการลดลงของมูลค่าทรัพย์สินของบริษัท แต่ก็ไม่ได้จ่ายเป็นเงินไปจริงๆ ค่าตัดจำหน่าย(Amortization)คืออะไร? ค่าตัดจำหน่าย(Amortization)มีลักษณะเสมือนกับค่าเสื่อม แตกต่างตรงที่ค่าตัดจำหน่ายเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีตัวตน เช่น อายุสัมปทาน สมมติเราได้ สัมปทานในการขุดเหมืองที่ 20 ปี ยิ่งเวลาผ่านไปมูลค่าสัญญายิ่งลดลงตามจำนวนปีที่เหลือในสัญญา ทำให้ต้องตัดเป็นค่าใช้จ่าย ข้อดีค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย(Depreciation &Amortization): สำหรับข้อดีของค่าเสื่อม (Depreciation)และค่าตัดจำหน่าย(Amortization) คือ ทำให้การจ่ายภาษีลดลง เนื่องจากค่าเสื่อม (Depreciation)และค่าตัดจำหน่าย(Amortization)เป็นค่าใช้จ่าย เลยทำให้กำไรลดลงและส่งผลให้ภาษีลดลงไปด้วยเพราะ ภาษีคิดจากกำไรสุทธิของบริษัทนั่นเอง ความเห็นที่แตกต่างเกี่ยวกับค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย(Depreciation &Amortization): ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย(Depreciation &Amortization)และค่าตัดจำหน่ายนั้นหลายๆคนมองว่าไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่แท้จริงทำให้นำค่าใช้จ่ายนี้นำกลับมาคำนวณเป็นกำไร แต่อีกมุมมองหนึ่งมองว่าถึงแม้จะไม่ได้จ่ายเป็นเงินสดโดยตรงสำหรับค่าใช้จ่ายแต่ก็เป็นเงินที่ต้องสำรองไว้เพราะในวันข้างหน้า ค่าสัมปทานที่ต้องต่อสัญญาใหม่ ค่าตึกที่ต้องซ่อมแซมหรือสร้างใหม่ ทำให้เราต้องบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายไว้ในการเตรียมเงินสำหรับการลงทุนในอนาคต ไม่มีผิดไม่มีถูกครับแล้วแต่มุมมองครับสำหรับเรื่องนี้ เพื่อนๆลองชั่งใจดูครับว่าเราควรนำค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย(Depreciation &Amortization)นำกลับมาคำนวณเป็นกำไรรึเปล่า อ่านบทความอื่นเกี่ยวกับการอ่านงบการเงินที่นี่

อัตราส่วนค่าใช้จ่ายการขาย ทั่วไปและบริหาร(SG&A RATIO)บอกอะไร?

ค่าใช้จ่ายจ่ายการขาย ทั่วไปและบริหาร(SG&A) เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับ การขายสินค้า การทำการตลาด เงินเดือนผู้บริหาร ค่าคอมมิชชั่นฝ่ายขาย อัตราส่วนค่าใช้จ่ายการขาย ทั่วไปและบริหาร(SG&A RATIO) = ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร หารด้วย รายได้ เช่น บริษัทมีรายได้ 100,000 บาท  มีค่าใช้จ่ายการขาย ทั่วไป และบริหาร 30,000 บาท อัตราส่วนค่าใช้จ่ายการขาย ทั่วไปและบริหาร(SG&A RATIO) เท่ากับ 30% อัตราส่วนค่าใช้จ่ายการขาย ทั่วไปและบริหาร(SG&A RATIO)  บอกอะไรเรา? อัตราส่วนค่าใช้จ่ายและการขายแสดงถึง ความสามารถในการแข่งขันธุรกิจของบริษัท บริษัทไหนที่มีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายการขาย ทั่วไปและบริหาร(SG&A RATIO)  ยิ่งสูง ยิ่งไม่ดี แสดงถึงว่าบริษัทมีความสามารถในการแข่งขันที่ต่ำ จำเป็นต้องทำการตลาดมากกว่าบริษัทอื่น จ่ายค่าโฆษณามากกว่าบริษัทอื่น จ่ายค่าคอมมิชั่นให้พนักงานขายมากกว่าบริษัทอื่น แต่ถ้าบริษัทที่แข็งแกร่งในสินค้า ในแบรนด์ บริษัทไม่จำเป็นต้องทำการตลาดอะไรมากมายคนก็แห่กันมาซื้อของและใช้บริการแล้ว

กำไรขั้นต้น/อัตรากำไรขั้นต้น คืออะไรและบอกอะไร?

กำไรขั้นต้น = รายได้ – ต้นทุนขาย รายได้ คือ ยอดขายสินค้า เช่น ถ้าเราขายปากกาใน 1 เดือนจำนวน 100,000 ชิ้น ราคา 10 บาท จะได้ยอดขาย 1,000,000 บาท ต้นทุนขาย คือ ต้นทุนหลักที่ใช้ในการผลิต เช่น ในการผลิตปากกาเราต้องใช้ ไส้ปากกา 100,000 ชิ้น ราคาชิ้นล่ะ 1 บาท รวมเป็นเงิน 100,000 บาท ปลอกปากกา 100,000 ชิ้น ราคาชิ้นล่ะ 3 บาท รวมเป็นเงิน 300,000 บาท จ้างพนักงานประกอบปากกา 30 คน คนล่ะ 10,000 บาทต่อเดือน รวมเป็นเงิน 300,000 บาท รวมต้นทุนขาย 700,000 บาท           อ่านบทความ:เจาะลึกต้นทุนขาย ต่อไปเรามาหากำไรขั้นต้นครับ กำไรขั้นต้นสำหรับปากกา จะเท่ากับ 1,000,000 – 700,000 = 300,000 บาท ลำพังตัวเลขเฉพาะกำไรขั้นต้นบอกอะไรได้น้อยมากในการวิเคราะห์ว่าธุรกิจที่เรากำลังจะลงทุนนั้นดีหรือเปล่า เราเลยต้องใช้อีกตัวเลขหนึ่งก็คือ อัตรากำไรขั้นต้น อัตรากำไรขั้นต้น = กำไรขั้นต้น หาร รายได้ จากข้อมูลธุรกิจปากกา จะได้อัตรากำไรขั้นต้น 300,000 หาร 1,000,000 = 30% นั้นหมายความว่าทุก 100 บาท บริษัทจะได้กำไรขั้นต้น 30 บาท อัตรากำไรขั้นต้นบอกอะไรเรา? 1.การคาดการณ์กำไรขั้นต้นถ้ายอดขายเพิ่มหรือลดลง เช่น ถ้ากำไรเพิ่มขึ้นเป็น 2,000,000 บาท กำไรขั้นต้นจะได้ 2,000,000 x 30% = 600,000 บาท ถ้ากำไรลดลงเหลือ 500,000 บาท

เจาะลึกต้นทุนขาย

ต้นทุนขาย คือ ต้นทุนหลักของธุรกิจ เป็นต้นทุนที่ใช้ในการผลิต ไม่ว่าจะเป็น ค่าวัตถุดิบ แรงงาน คิดง่ายๆว่าต้นทุนที่อยู่ในโรงงาน หรือสถานประกอบการโดยตรง ถ้าเป็นธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับการผลิต เช่นโรงแรมก็จะเป็น แชมพู ครีมอาบน้ำ ค่าแม่บ้านทำความสะอาด ต้นทุนขายจะประกอบไปด้วย 1. วัตถุดิบ ก็คือสิ่งที่ใช้ในการผลิต เช่น ถ้าจะผลิต ข้าวไข่เจียว วัตถุดิบก็จะเป็นข้าว ไข่ 2. ค่าแรงงาน 3. ค่าใช้จ่ายในการผลิต เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ แบ่งต้นทุนขายเป็น 2 ประเภท 1.ต้นทุนคงที่ ก็คือต้นทุนที่ถึงแม้ว่าเราจะผลิตหรือไม่ผลิตก็ต้องมีค่าใช้จ่ายนี้ เช่น ถ้าเราเช่าตึกเพื่อมาทำโรงแรม ถึงแม้จะไม่มีลูกค้าแต่ก็ต้องทำตึก 2.ต้นทุนผันแปรก็คือต้นทุนที่จะมีเมื่อมีการผลิตเท่านั้น เช่น ถ้าเราทำข้าวไข่เจียว ถ้าไม่มีลูกค้ามาสั่งเราก็ไม่ต้องใช้ไข่กับข้าวในการผลิต สิ่งที่แตกต่างสำหรับค่อนข้างเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าเรามีต้นทุนคงที่มากๆ หากเกิดลูกค้าไม่มีเราก็ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายนี้ ทำให้โอกาสขาดทุนสูงมาก กลับกันถ้าเรามีค่าใช้จ่ายผันแปรเยอะ ถ้าเกิดขาดลูกค้าไปการขาดทุนก็จะน้อยกว่าแบบแรก ต้นทุนขายเองมักมีการขึ้นลงตามรายได้ หน้าที่ของผู้บริหารที่นั้นต้องควบคุมต้นทุนขายให้ปรับไปตามยอดขาย แต่ถ้าผู้บริหารที่เก่งจะสามารถลดต้นทุนขายแม้ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้น ลองหาดูครับว่ามีบริษัทไหนทำได้ อ่านบทความอื่นเกี่ยวกับการอ่านงบการเงินที่นี่

งบกำไรขาดทุนคืออะไร?และบอกอะไรเรา?

งบกำไรขาดทุนจริงๆแล้ว แบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนหลักก็คือ รายได้  ค่าใช้จ่าย กำไรสุทธิ เป็นที่มา รายได้ – ค่าใช้จ่าย = กำไรสุทธิ แต่สิ่งที่งบกำไรขาดทุนบอกเรานั้นคือรายละเอียดในส่วนของรายได้ และค่าใช้จ่ายแต่ล่ะประเภทนั่นเอง รายได้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ 1.รายได้หลัก (Direct Revenue ) หมายถึง รายได้ที่เกิดจากการดำเนินการหลัก เช่น ถ้าเราเปิดโรงแรม ก็จะมีรายได้จากค่าเช่านั่นเอง 2. รายได้อื่น (Other Revenue) หมาย รายได้นอกจากรายได้หลัก เช่น  เรามีเงินสำรองไว้ไปฝากธนาคารแล้วได้ดอกเบี้ยมา นั่นก็คือรายได้อื่น ค่าใช้จ่าย 1. ต้นทุนสินค้าที่ขาย (Cost of Goods Sold) หรือต้นทุนขาย หมายถึง ต้นทุนที่ใช้โดยตรงในการผลิตสินค้า เช่น ถ้าเราจะผลิต ปากกา ก็จะต้องมี ค่าแรงงาน ค่าปอกปากกา ค่าน้ำหมึก เป็นต้น 2. ค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling Expenses) หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่ทำให้สินค้าขายไปได้ เป็นค่าใช้จ่ายที่สำคัญต่อการดำเนินงาน เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดหลังจากเราผลิตสินค้ามาแล้ว ต้องนำสินค้าไปสู่ผู้บริโภค เช่น ค่าใช้จ่ายทางการตลาด ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ค่าคอมมิชชั่นสำหรับเซลล์ ค่ารับรองลูกค้า เป็นต้น 3. ค่าใช้จ่ายในการบริหาร (Administrator Expenses) หมายถึง ค่าใช้จ่ายในการบริหารงานให้กิจการดำเนินไป เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการผลิต การขายโดยตรง เช่น เงินเดือนผู้บริหาร ค่าใช้จ่ายในสำนักงาน ค่าเช่าตึกสำนักงานใหญ่ 4. ค่าเสื่อม (Depreciation) คือค่าใช้จ่ายที่บริษัทคิดจ่ายที่คิดจากเวลาเราซื้อ สินทรัพย์แล้ว ปกติมันจะเสื่อมค่าไปตามเวลา เช่น เราซื้อตึกมันก็ต้องเมีผุพังตามเวลา ดังนั้นเราต้อง ค่อยๆหักมูลค่าออกมาเป็นค่าใช้จ่ายซึ่งเรียกว่าค่าเสื่อม 5. ค่าตัดจำหน่าย (Amortization) คือ ค่าใช้จ่ายเหมือนกับค่าเสื่อมเลยแต่เป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน เช่น สัมปทาน ลิขสิทธิ์ 6. ภาษี (TAX) คือ ตรงตัวครับคือภาษีที่ต้องจ่ายให้กับรัฐบาล งบการกำไรขาดทุนบอกอะไรเรา? – จุดอ่อนจุดแข็งของบริษัท การที่บริษัทมีค่าใช้จ่ายส่วนไหนมากๆ เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่าส่วนอื่น จะแสดงถึงจุดอ่อน เช่น ค่าใช้จ่ายพนักงานของบริษัทสายการบินแห่งหนึ่งที่มีมูลค่าสูงมาก แสดงถึงจุดอ่อน อำนาจต่อรองระหว่างพนักงานที่มีมากต่อบริษัท – แนวโน้มกำไรบริษัท

ทำไมเราต้องอ่านงบการเงินให้เป็นให้เป็น? และงบการเงินมีอะไรบ้าง?

งบการเงิน หลายๆคนฟังคำนี้แล้วร้องยี้ไม่อยากพูดถึง แต่เราจะไม่พูดถึงก็ไม่ได้ เพราะสำหรับงบการเงินแล้วถ้าเราไม่เข้าใจ จะทำให้การลงทุนของคุณมีแต่เพียงภาพลวงตา ไม่มีสามารถเข้าใจว่าบริษัทตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ยังคงทำกำไรได้เหมือนเดิมร่า บริษัทจะล้มละลายรึเปล่า ให้เพื่อนๆ จินตนาการง่ายๆ งบการเงินสำหรับผมแล้วเปรียบเสมือนใบผลตรวจสุขภาพบริษัท เราจะดูว่าร่างกายเราแข็งแรงรึเปล่า โอกาสเราจะเกิดโรคได้รึเปล่าจากใบตรวจสุขภาพ เช่นเดียวกัน งบการเงินก็จะบอกกับเราว่า สิ่งที่ผู้บริหารพูดให้นักลงทุนแต่ล่ะครั้งสามารถปฏิบัติได้จริงรึเปล่า แนวโน้มตลาดของสินค้าบริษัทจะเป็นอย่างไร ภาระหนี้สินที่สูงขึ้น จะสะท้อนลงไปในงบการเงิน จะเห็นแล้วใช่ไหมครับว่างบการเงินสำคัญ และไม่ใช่เพียงแต่เพื่อนๆและผมเท่านั้นที่ให้ความสำคัญของงบการเงิน Warren Buffett เองในฐานะนักลงทุนที่รวยที่สุดในโลกแล้วเขาให้ความสำคัญกับงบการเงินมาก เขาได้พูดว่า “You have to understand accounting and you have to understand the nuances of accounting. It’s the language of business and it’s an imperfect language, but unless you are willing to put in the effort to learn accounting how to read and interpret financial statements you really shouldn’t select stocks yourself” แปลว่า “คุณต้องเข้าใจบัญชี และต้องเข้าใจความแตกต่างเล็กๆน้อยๆในบัญชี บัญชีคือภาษาของธุรกิจ แต่เป็นภาษาที่ไม่สมบูรณ์ ถ้าคุณไม่พยายามเรียนรู้บัญชี การอ่านงบการเงิน คุณไม่ควรเลือกหุ้นด้วยตัวเอง” งบการเงินมีอะไรบ้าง? 1. งบกำไรขาดทุน งบกำไรขาดทุนจะแสดงถึงว่าบริษัทได้มีความสามารถในการหารายได้ ทำกำไรอย่างไรบ้าง เป็นงบส่วนใหญ่ที่ทุกคนต้องดูเพราะกำไรคือสิ่งที่เป็นเป้าหมาย ของการทำกิจการ ถ้าไม่ต้องการทำกำไรเราก็ไม่รู้ว่าจะเปิดกิจการเพื่ออะไร ซึ่งหลักๆแล้วงบกำไรขาดทุนจะแบ่งเป็นสามส่วนคือ – รายได้ – ต้นทุนและค่าใช้จ่าย – กำไร 2. งบแสดงฐานะการเงินหรืองบดุล

error: Content is protected !!