สรุปภาพรวมบริษัท Minor International (mint) ไตรมาส 3/ 2563 ผ่าน Oppday

ช่วยแชร์ต่อนะครับ

ผลประกอบการ

ผลประกอบการไตรมาส 3 ถึงแม้จะขาดทุน แต่ขาดทุนน้อยลง 36% จากไตรมาสที่ 2

ธุรกิจร้านอาหาร

ในเรื่องของธุรกิจในร้านอาหารก็เริ่มกลับมากำไรแล้วทั้งในส่วนของ กำไรก่อนภาษี ดอกเบี้ย ภาษี ค่าตัดจำหน่ายและค่าเสื่อม (EBITDA) และกำไรสุทธิหลังหักภาษี (NPAT) ในทุกๆเดือนในไตรมาส 3 ในทุ HUBS ไม่ว่าจะเป็นไทย จีน ออสเตรเลีย

ธุรกิจโรงแรม

ถึงแม้จะรายงานผลขาดทุนอยู่ แต่เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึึ้น กำไรก่อนภาษี ดอกเบี้ย ภาษี ค่าตัดจำหน่ายและค่าเสื่อม (EBITDA) ในเดือนกันยายนเริ่มกลับมาเป็นบวก ทำให้กำไรก่อนภาษี ดอกเบี้ย ภาษี ค่าตัดจำหน่ายและค่าเสื่อม (EBITDA) ไตรมาส 3 มาเป็นบวก กำไรจากการบริหารงานเบื้องต้น (GOP) ในยุโรปกลับมาเป็นบวก ออสเตรเลีย และ Mix-use กำไรก่อนภาษี ดอกเบี้ย ภาษี ค่าตัดจำหน่ายและค่าเสื่อม (EBITDA) ก็กลับมาเป็นบวก โรงแรมที่เมาดีฟที่เปิดใหม่ในเดือนกันยายนมีกระแสตอบรับจากนักท่องเที่ยวค่อนข้างดี Anantara Kihavah มีอัตราการเข้าพัก (Occupancy) อยู่ที่ 70% ในเดือนพฤศจิกายน

การลดต้นทุน

มีการลดต้นทุนทั้งในส่วนของโรงแรมและร้านอาหาร ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น โดยที่ผ่านมาตั้งเป้าลดต้นทุน 30% แต่มีการตั้งเป้าใหม่ว่าทั้งปีจะลดต้นทุนให้ได้ 40% ,มีการเจรจากับเจ้าของที่ดินให้ลดราคาค่าเช่าที่ จะสามารถลดค่าเช่าได้ถึง 90 ล้านยูโร ในไตรมาส 3 มีการลดการสูญเสียกระแสเงินสดจากไตรมาส 2 ไตรมาส 2 สูญเสียเงินสด 2.9 พันล้านบาท ไตรมาส 3 สูญสียเงินสด 1.5 ล้านเหรียญ

ฐานะการเงิน

มีเงินสดในมือถึง 30 พันล้าน และมีเครดิตได้อีก 25 พันล้าน มีแผนรองรับการบริหารการเงินอีกหลากหลาย เช่นการขอผ่อนผัน Debt covenant การทำ Asset allocation

ผลประกอบการ

รายได้ ลดลง 50% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปีก่อนผลมาจากการแพร่ระบาดเชื้อโรค กำไรลดลงจาก 1.4 พันล้านบาทในไตรมาส 3 ปีที่แล้ว ในไตรมาสนี้ติดลบ 4,400 ล้านบาท แต่ดีขึ้นจากไตรมาสมาส 2ที่ขาดทุน ถึง 6,900 ล้านบาท เนื่องจากไตรมาส 3 เริ่มกลับมาเปิดธุรกิจเหมือนเดิม

ธรกิจของ Mint มีหลากหลายประเทศทั่วโลก 63 ประเทศทั่วโลก รายได้ 64 เปอร์เซ็นมาต่างประเทศ รายได้ประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 36 เปอร์เซ็น

อย่าคลิกถ้าไม่อยากมีอิสรภาพการเงินด้วยหุ้นปันผล

ธุรกิจโรงแรม

เมื่อดูรายได้เมื่อเทียบกับปีที่แล้วยังไงก็ลดลงเนื่องจากการแพร่ระบาดเชื้อโรค แต่เมื่อเทียบไตรมาสที่แล้ว รายได้เพิ่มขึ้น EBITDA ขาดทุนน้อยลง รายได้ดีขึ้นในทุกๆยูนิต Mix-used และออสเตรเลีย EBITDA กลับมาเป็นบวก ขาดทุนส่วนใหญ่มาจาก NH คิดเป็นมูลค่า 70 เปอร์เซ็นของการขาดทุนทั้งหมด รายได้โรงแรม 88 เปอร์เซ็นมาจากต่างประเทศ 55 ประเทศทั่วโลก 12 เปอร์เซ็นมาจากเมืองไทย โรงแรมของ mint แบ่งออกเป็น 2 ประเภท 1. เป็นเจ้าของเอง 2. เช่าบริหาร รายได้มากกว่า 70 เปอร์เซ็นมาจากประเทศยุโรป ในไตรมาสที่3 ไม่มีรายได้จากเมาดีฟเพราะปิดให้บริการ

โรงแรมทั้งเป็นเจ้าของเองและการบริหารเพิ่มขึ้น 3% จากการเพิ่มขึ้นของโรงแรม Boscolo รายได้เฉลี่ยต่อห้อง(Revpar) ลบน้อยลงเรื่อยๆ จากยอดติดเชื้อน้อยลงเรื่อยๆ สำหรับประเทศไทยจะได้รายได้เพิ่มจากการที่เป็น Alternative state quatantine โดยเป็นโรงแรมแรกๆที่เข้าร่วม ส่วนต่างจังหวัดจะได้ Demand จากในประเทศเข้ามา การขยายงานโรงแรมยังคงตามแผนเดิม แต่อาจจะมีการยืดระยะเวลาออกไป

อาหาร

กลับแทบจะปกติเหมือนกับก่อน Covid ถึงแม้จะมีรายได้ตกมาหน่อย แต่สามารถลดต้นทุนได้ทำให้กำไรสามารถเทียบเท่าปีที่แล้วได้ ที่ประเทศจีนถือว่าค่อนจ้างดีเป็นบวกมาโดยตลอด ในไทยค่อข้างคงที่แต่ว่าโดนสภาวะเศรษฐกิจกดดัน

Lifestyle

เช่นเดียวกับโรงแรมและอาหารที่เทียบปีต่อปีจะลดลง แต่ไตรมาสต่อไตรมาจะดีขึ้น

งบลงทุน (CAPEX)

ตัดงบลงทุนค่อยข้างมากจาก 18,000 ล้าน ตัดมาเหลือ 11,000 ล้าน ถึง 12,000 ล้านบาทปีต่อไปตัด 4-5 พันล้านต่อปี

D/E ยังอยู่ที่ 1.67 เท่า

มาตรการตอบโต้ Covid – 19

  1. ทำให้ธุรกิจกลับมาปกติให้เร็วที่สุด
  2. รักษาสภาพคล่องและลดการไหลออกของเงินสด
  3. วิ่งเข้าหาจุดคุ้มทุนให้ไว
  4. บริหารสถานะทางการเงิน
  5. รับมือกับ New Normal

หลังจากโควิท โรงแรมกลับมาเปิด 84% อาหารกลับมาเปิด 91% Lifestyle กลับมาเปิด 100%

สรุป Oppday บริษัทอื่นๆ