หลักการลงทุนสไตล์ Dhandho 9 ข้อ โดย Mohnish Pabai

ช่วยแชร์ต่อนะครับ

หลักการลงทุนสไตล์ดันโด ถูกคิดค้นมาจาก Monish Pabrai ซึ่งเป็นเจ้าของ Pabrai Investment Fund สำหรับคำว่าDhandho นั้นเป็นภาษาสันสกฤต ซึ่งหมายถึงการพยายามสร้างความมั่งคั่ง เป็นแนวคิดที่สร้างผลตอบแทนโดยการจำกัดความเสี่ยง ฟังดูแล้วเป็นอะไรที่ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมครับ ซึ่งปกติรามีความเชื่อว่า High risk High return หรือยิ่งผลตอบแทนสูงเท่าไหร่ยิ่งมีความเสี่ยงเท่านั้น แต่ Monish Pabrai เชื่อว่าสามารถทำได้

Monish Pabrai เป็นแฟนตัวยงของ Warren buffett จะเห็นได้ถึงหลักการแนวคิดที่มีกลิ่นไอความเป็น Warren buffett ค่อนข้างสูง

ไม่อยากมีอิสระภาพทางการเงินด้วยหุ้นปันผลอย่าคลิกเด็ดขาด

1. ซื้อกิจการที่ดำเนินงานอยู่แล้ว

การทำการตลาดการสำรวจลูกค้า การทำการตลาด ทั้งหมดเกิดจากการคาดการณ์ทั้งหมด ข้อมูลบางอย่างก็อาจมีการผิดพลาดได้ แตกต่างจากการลงทุนกับธุรกิจที่ดำเนินการแล้วมาซักระยะหนึ่ง ข้อมูลพวกนี้เราสามารถใช้ในการประเมินได้ว่าธุรกิจที่เรากำลังลงทุนไปนั้นน่าสนใจอย่างไร จำนวนลูกค้าประจำ กระแสเงินสดที่เข้ามาในร้าน อื่นๆอีกมามายที่การซื้อกิจการที่ดำเนินการแล้วดีกว่าใช้ในการเปรียบเทียบผลตอบแทนได้

2. ซื้อธุรกิจเรียบง่ายในอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก

การซื้อกิจการที่เรียบง่ายในอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก เช่น ธุรกิจหอพัก ร้านสะดวกซื้อ จะเห็นว่าเป็นกิจการที่เรียบง่ายมาก กี่สิบปีผ่านไปธุรกิจแบบนี้ก็สามารถดำเนินการได้เรื่อยๆ

ผมมองถึงข้อดี 2 อย่างของการลงทุนซื้อธุรกิจเรียบง่ายในอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยก็คือ  การคาดการณ์ที่ง่าย และ ความปลอดภัยในการลงทุน

การคาดการณ์ที่เรียบง่าย จะทำให้เราประเมินความเสี่ยงว่าการลงทุนครั้งนี้สร้างผลตอบแทนได้เท่าไหร่  สมควรที่เราจะลงเงินรึเปล่า

สำหรับความปลอดภัยการลงทุนนั้น เป็นข้อดีมากอย่างที่บอกว่าหลังการลงทุนดันโดนั้นเน้นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงแต่ความเสี่ยงต่ำ ความเสี่ยงต่ำนี่แหละคือหัวใจของการลงทุนสไตล์ดันโด อุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยก็เลยเป็นคำตอบที่ดีมาก

3. ซื้อกิจการที่อยู่ในสภาวะยากลำบาก

ซื้อกิจการที่อยู่ในสภาวะยากลำบาก การซื้อกิจการที่อยู่สภาวะลำบากเป็นอย่างไร ผมยกตัวอย่างใกล้ๆตัวเลยเกี่ยวกับโรงแรม เพราะ การท่องเที่ยวไทยเป็นจุดหมายระดับต้นๆของโลกที่นักท่องเที่ยวต้องไป เมื่อเกิดเหตุการณ์ กระทบต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเช่น การรัฐประหาร การเกิดม๊อบ ส่งผลทำให้นักท่องเที่ยวไม่อยากมาเที่ยวที่ประเทศไทย นั่นแหละครับคือธุรกิจกำลังประสบปัญหาความยากลำบาก ซึ่งข้อดีหลักๆของการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ยากลำบากก็คือ การที่เราสามารถซื้อกิจการที่มีมูลค่าถูกลงอย่างมาก ส่งผลต่อผลตอบแทนสูงขึ้น เช่น

ปกติโรงแรมมูลค่า 20 ล้านบาท ทำกำไรได้ปีล่ะ 2 ล้านบาท แต่ถ้าเกิดปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวทำให้โรงแรมมูลค่าลดลงเหลือแค่ 10 ล้านทำให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเลย ถ้าเราลงทุน 20 ล้านบาทเราจะได้ผลตอบแทนประมาณ 10% แต่ถ้าเราลงเงิน 10ล้านบาทผลตอบแทนจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 20% เลย

นอกจากนี้การซื้อของถูกจะให้ผลตอบแทนสูง ยังทำให้ความเสี่ยงต่ำลงด้วย การสูญเสียเงินต้น 20 ล้านบาท กับ 10 ล้านบาท ความเสียหายย่อมต่างกันเป็นเท่าตัว

4. ซื้อกิจการที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน

อย่างที่เกริ่นไปก่อนหน้า Monish Pabrai เป็นแฟนตัวยงของ Warren Buffett และ Warren Bufffett ชอบธุรกิจที่มีความแข่งขันที่ยั่งยืน Warren Buffett เปรียบธุรกิจแบบนี้ว่าเป็นเหมือนปราสาทที่มีคูเมืองที่ล้อมรอบ ยิ่งคูเมืองที่ล้อมรอบปราสาทกว้างเท่าไหร่เมืองยิ่งปลอดภัยเท่านั้น คูเมืองก็เปรียบเสมือนความได้เปรียบการแข่งขันที่ยั่งยืน ความได้เปรียบที่ยั่งยืน เช่น

การที่บริษัทที่แบรนด์แข็งแกร่ง เช่น Mcdonald Starbuck 7-11 Coke คิดง่ายๆว่าถ้าเราต้องการจะซื้อของอะไรสักอย่างเราจะคิดถึงแบรนด์ไหนเป็นแบรนด์แรก

สินค้าผูกขาด เช่น ท่าอากาศยาน พลังงาน การประปา รถไฟฟ้า ซึ่งเป็นกิจการผูกขาด

5. เดิมพันหนักๆเมื่อคุณมีแต้มต่อชัดเจน

ถึงแม้เราจะเลือกการลงทุนที่ดีเยี่ยมแค่ไหน แต่ถ้าเราลงเงินกับกิจการนั้นๆน้อยเกินไป ก็แทบไม่ส่งผลต่อความร่ำรวยเราเลย เช่น ถ้าเรามีเงิน 1ล้านบาท เราสามารถหากิจการที่ทำให้ผลตอบแทนได้ 10% แต่เราลงทุนแค่ 100,000 บาท เราจะได้ผลตอบแทน 1 หมื่นบาท แต่ถ้าเราเจอการลงทุนผลตอบแทน 5% เรากลับลงเงินไปทั้งหมด 1 ล้านบาท เรากลับได้ผลตอบแทน ถึง 5 หมื่นบาท น่าสนใจนะครับ แต่ถ้ากลับกันถ้าเราลงทุนแล้วขาดทุน ก็ย่อมขาดทุนมากกว่า

สำหรับ Monish Pabrai ใช้สูตร Kelly Formula ในการคำนวณว่าเราควรลงทุนแต่ล่ะครั้งเท่าไหร่

เช่น

ถ้าเราโยนเหรียญหัวก้อย ชนะได้ 2 บาท ถ้าเสียเราจะเสีย 1 บาท เราควรลงเงินครั้งล่ะเท่าไหร่

วิธีทำ

โอกาสออกหัวก้อยอย่างล่ะ 50% ที่จะกำไร 2 บาท หรือ ขาดทุน 1 บาท จะคำนวณดังนี้

สูตร Kelly formula คือ ผลรวมของความน่าจะเป็นเทียบกับผลตอบแทน หาร ผลตอบแทนสูงสุด

ผลรวมของความน่าจะเป็นเทียบกับผลตอบแทน  = ( 0.5 x 2 )+ (0.5 x (-1) ) = 0.5

 ผลตอบแทนสูงสุด = 2 บาท

เราควรลงทุน 0.5 หาร 2 เท่ากับ 25% ของเงินลงทุน

อีกตัวอย่างหนึ่งครับ

ถ้าลงทุนหุ้น AAA ราคา 50 บาท

 โอกาสกำไร 20 บาท 40%

โอกาสกำไร 10 บาท  30 %

โอกาสขาดทุน 20 บาท 30%

เราควรลงทุนกี่%ของพอร์ต

วิธีทำ

สูตร Kelly formula คือ ผลรวมของความน่าจะเป็นเทียบกับผลตอบแทน หาร ผลตอบแทนสูงสุด

ผลรวมของความน่าจะเป็นเทียบกับผลตอบแทน  = ( 0.4 x 20 )+ (0.3x 10) + (0.3 x (-20) ) = 13

 ผลตอบแทนสูงสุด = 20 บาท

เราควรลงทุน 13 หาร 20 = 65% ของเงินลงทุน

6. มองหาการทำอาร์บิททราจ

การทำอาร์บิททราจ ในเวลาเดียวกัน เช่น ถ้าเราซื้อทุเรียนไทย กิโลกรัมล่ะ100 บาท แต่ทุเรียนจีนราคากิโลกรัมล่ะ200บาท ให้ทำสัญญาซื้อทุเรียนที่ไทย และทำสัญญาขายทุเรียนจีนพร้อมกัน เราก็จะได้กำไร 100 บาททันที

สำหรับในตลาดหุ้นก็มีเรื่องแบบนี้มาก่อนเช่นกัน เช่น ราคา หุ้นบริษัทแม่ถูกกว่าบริษัทลูก เราสามารถทำสัญญาซื้อบริษัทแม่ และทำการยืมหุ้นลูกมาขายในตลาด

7. ซื้อธุรกิจที่มีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงอย่างมาก

การซื้อหุ้นต่ำกว่ามูลค่ามากๆ แนวคิดนี้มาจาก เบนจามิน เกรแฮม บิดาแห่งการลงทุนเน้นคุณค่า เป็นอาจารย์ของ บัฟเฟตต์ ซึ่งให้คำนิยามว่า Margin of Safety

Margin of safety คือการซื้อหุ้นที่ถูกกว่าพื้นฐานมากๆ ยิ่งเราซื้อหุ้นถูกกว่าพื้นฐานมากเท่าไหร่ความเสี่ยงของการลงทุนเรายิ่งลดลง และนอกจากนั้นยิ่งเราซื้อหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานมาเท่าไหร่ ถ้าวันหนึ่งราคาได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของมันผลตอบแทนก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

9. การเลียนแบบดีกว่าการสร้างสรรค์ใหม่ๆ

Mohnish Pabrai ได้ยกตัวอย่างน่าสนใจเกี่ยวกับสองกรณี คือ บริษัท McDonald ไม่ว่าจะคิดสูตรใหม่ๆแค่นั้น แต่สูตรที่ขายดีก็ยังเป็นสูตแบบเดิมๆ หรือกรณีที่ Bill gates ได้ขโมยความคิดของบริษัท Apple ไปเป็นขัวเองแล้วทำ Microsoft จนตัวเองร่ำรวยมหาศาล

ผมยกตัวอย่างง่ายๆล่ะนวดเรื่องการลงทุนหุ้นสไตล์เน้นคุณค่าเองก็ได้แนวความคิดมาจาก เบนจามิน เกรแฮม แต่แนวคิดนี้มีการนำมาใช้ต่อยอดเรื่อยๆได้สร้างตำนานนักลงทุนไปทั่วโลก

ส่งท้าย

Monish Pabrai เป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือเป็นคนที่ชอบ Warren buffett มากๆแต่ก็สามารถนำความรู้จัก Warren Buffett มาประยุกต์ใช้ต่อยอดจากปรัชญาแนวคิดของตัวเองได้อย่างดี เป็นแบบอย่างที่น่าทำตามครับ