Refinance ต่างจาก retention ยังไง และแบบไหนดีกว่า

ช่วยแชร์ต่อนะครับ

โดยปกติการกู้ยืมเงินเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือกู้ยืมเงินเพื่อนำไปใช้ประกอบธุรกิจในช่วงปีแรกๆ อัตราดอกเบี้ยจะกำหนดไว้ต่ำ และจะค่อยๆสูงขึ้นในปีหลังๆ ทำให้เกิดการทำ Refinance ขึ้น

Refinance

Refinance คือการที่คนกู้ธนาคารตัดสินใจกู้เงินจากสถาบันการเงินใหม่เพื่อนำเงินมาชดใช้หนี้กับสถาบันเงินเดิม โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อลดอัตราดอกเบี้ย

ข้อดีสำหรับการทำ Refinance คือการที่เราสามารถลดดอกเบี้ย และได้ข้อเสนอดีๆจากสถาบันการเงินใหม่

ข้อเสียสำหรับการทำ Refinance คือ การที่เราต้องมีต้นทุนในการยื่นขอกู้เงิน ไม่ว่าจะเป็นค่าประกัน ค่าประเมินหลักทรัพย์ค้ำประกัน ค่าดำเนินเอกสาร

แต่เมื่อมีการ Refinance เกิดขึ้น ทำให้สถาบันการเงินไม่อยากเสียลูกค้าชั้นดีไปให้กับสถาบันการเงินอื่น ทำให้เกิดการ Retention เกิดขึ้น

Retention

Retention คือการต่อรองอัตราดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินเดิมเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินเดิม

สำหรับข้อดีของการ Retention ก็คือการที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการยื่นกู้เงินเท่ากับ Refinance แต่ก็แลกมาด้วยการที่อัตราดอกเบี้ยไม่จูงใจเท่ากับการ Refinance

ระหว่าง Retention กับ Refinance เลือกแบบไหนดีกว่า

การเลือก Retention หรือ Refinance ดีผมให้ประเด็น 2 อย่างดังนี้

  1. เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการประหยัดดอกเบี้ยและต้นทุนการดำเนินการ จะเห็นได้ว่าRefinance สามารถทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลงได้มากกว่า แต่ต้องแลกมาด้วยการที่ต้องมีต้นทุนในการดำเนินการยื่นกู้ใหม่ ในทางกลับกัน Retention จะมีต้นทุนในการดำเนินการน้อยกว่าแต่ขอลดดอกเบี้ยได้น้อยกว่า เราต้องนำตัวเลขทั้งสองมาเปรียบเทียบกันจะได้เห็นภาพชัดว่าอันไหนทำให้เราได้โอกาสมากกว่า
  2. ความยุ่งยากในการดำเนินการ โดยปกติแล้วการทำ Retention จะมีความยุ่งยากน้อยกว่า Refinance เพราะเป็นการดำเนินการโดยสถาบันการเงินเดิม ในบางครั้งถึงแม้ว่าการทำ Refinance จะทำให้ต้นทุนการกู้ต่ำกว่า แต่ถ้าไม่ได้แตกต่างกันมากเราอาจจะเลือกการทำ Retention แทนดีกว่า